วางแผนกลยุทธ์การลงทุนใน Bitcoin อย่างไร

วางแผนกลยุทธ์การลงทุนใน Bitcoin อย่างไร ในช่วงที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลาดการเงินมีความผันผวนมากขึ้นและยังมีการเคลื่อนไหวในลักษณะที่ฉีกกฎทุกทฤษฎี เราได้เห็นการปรับตัวในทางที่ดีขึ้นของสินทรัพย์บางประเภท แม้เรายังไม่เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจก็ตาม เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือ Cryptocurrency เพราะตลาดการเงินนั้นมักอยู่บนความคาดหวังของนักลงทุน

โดยเฉพาะกับตลาด Cryptocurrency ที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่น ไตรมาสแรกของปี 2021 ให้ผลตอบแทนประมาณ 90% และหากดูผลตอบแทนตั้งแต่ปี 2020 อยู่ที่ประมาณ 700% ซึ่งหากมาดูในรายละเอียดของ Market Cap ในตลาด Cryptocurrency พบว่าเหรียญที่มีมูลค่ามากที่สุด ได้แก่ Bitcoin ที่ครอง Market Cap ไปถึง 60% คำถามคือ หากเราสนใจที่จะลงทุนใน Bitcoin ที่ราคาปรับตัวขึ้นมาแล้วขนาดนี้ เราควรใช้กลยุทธ์ในการเข้าลงทุนอย่างไร?

เราควรคำถึงพอร์ตการลงทุนของเราในปัจจุบันให้มากที่สุด และนำมาวางกลยุทธ์ในการเข้าลงทุน ยิ่งถ้าหากสินทรัพย์นั้นมีการปรับตัวขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว หมายความว่า มีผู้ที่ทำการเข้าลงทุนก่อนหน้านี้ที่มีต้นทุนที่ดีกว่า การที่เราเข้าซื้อแบบไล่ราคาเมื่อราคาปรับตัวขึ้นมาสูงแล้ว อาจเสียเปรียบผู้ที่เข้าลงทุนกลุ่มนี้ได้ ดังนั้น กลยุทธ์แบบตั้งรับอาจเป็นวิธีการเข้าลงทุนที่ปลอดภัยมากกว่า นักลงทุนบางคนสามารถใช้ประกอบกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค หาแนวรับแนวต้าน เพื่อดูจุดเข้าซื้อประกอบด้วยก็ได้

แต่ในบางทีการมีสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ หรือ Benchmark ก็ทำให้เราสามารถวัดประสิทธิภาพในการลงทุนของเราได้ แต่ไม่ควรให้ความสำคัญมากจนเกินไป เนื่องจากอาจมีบางปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อพอร์ตที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ต้นทุนที่เข้าซื้อ ประสบการณ์ในการตัดสินใจลงทุน ความรู้ความชำนาญในสิ่งที่ลงทุน

อีกหนึ่งเรื่องคือ เราไม่ควร All-in หรือหากใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายขึ้นคือ การทุ่มหมดหน้าตัก เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นมาสูงแล้ว การที่เราทุ่มเงินลงไปทั้งหมดที่มี เมื่อราคาปรับตัวขึ้นหรือลง อาจส่งผลกระทบทั้งมูลค่าเงินลงทุนของพอร์ตและสภาพจิตใจของเรา ทำให้อาจมีการใช้อารมณ์เข้ามาตัดสินใจในการลงทุนได้ในที่สุด ในส่วนนี้อาจทำให้การลงทุนของเราแทบไม่ต่างจากการพนันเลยก็ว่าได้

สาเหตุเพราะ Bitcoin มีความผันผวนสูง
คำพูดที่ว่า “ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต” คำพูดนี้ดูจะใช้ได้กับทุกสินทรัพย์ จริงอยู่ที่ Bitcoin ให้ผลตอบแทนที่สูงในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ตามมาด้วยความผันผวนที่สูงด้วยเช่นกัน ถ้าดูจากค่าความผันผวน (Volatility) แล้ว ราคาของ Bitcoin ในหนึ่งวัน สามารถปรับตัวขึ้นหรือลงได้ถึง 4,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 Bitcoin หรือเฉลี่ยประมาณ 8%

3 ปัจจัยที่ต้องจับตามองต่อจากนี้ที่ส่งผลกระทบต่อราคา Bitcoin มี 3 ปัจจัยด้วยกันที่เรามองว่าน่าจะส่งผลต่อราคา Bitcoin ในอนาคต ได้แก่

Momentum ของราคา Bitcoin เริ่มลดลงเรื่อยๆ สวนทางกับราคาที่ปรับตัวขึ้น
หากตลาดสินทรัพย์ทั่วโลก อยู่ในสภาวะ Risk-off กับสินทรัพย์เสี่ยง อาจทำให้ราคามีการปรับตัวลงได้
การปรับตัวขึ้นทำ New high ของตลาด Cryptocurrency ในช่วงนี้ เป็นแรงส่งจากการปรับตัวขึ้นของ Bitcoin ที่มี Market Cap สูงสุดเท่านั้น ในขณะเดียวกัน Cryptocurrency ส่วนใหญ่ในตลาดไม่ได้มีการปรับตัวทำ New high ซึ่งสภาวะแบบนี้ มักแสดงถึงความอ่อนแรงของสภาพตลาดโดยรวมได้ หรือที่เรียกว่า Divergence
ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา มีหลายฝ่ายที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตลาด Cryptocurrency แม้กระทั่งประธานธนาคารกลางของสหรัฐฯ (FED) ก็ได้ออกมาบอกว่า ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ต้องศึกษาและตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และมองว่า Bitcoin ไม่สามารถเป็นสกุลเงินที่จะมาแทนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ เนื่องจากไม่มีพื้นฐานรองรับ

ปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมานั้น เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อราคา Bitcoin ทั้งสิ้น แม้เราจะยังคงเห็นสถาบันที่ยังคงเดินหน้าสะสมอยู่อย่าง Grayscale ที่ยังคงถือและซื้อ Bitcoin อย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่เนื่องด้วยราคาที่ปรับตัวขึ้นมาสูงแล้ว การที่มีผู้ที่เข้าลงทุนก่อนหน้านี้ตัดสินใจขายทำกำไร หลังจากมีข่าวในเชิงลบออกมา ก็เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

This entry was posted in News.